5 ข้อที่จะช่วยเตือนคนที่คิดว่าตัวเองนั้นเก่ง แล้วมาตัดสินชีวิตคนอื่นตามใจตัวเอง

โลกนี้มี “ คนเก่ง ” มากมาย แต่คนเก่งที่ “ไม่มีคุณธรรม” ก็มีไม่น้อย เพราะ เอาแต่คิดว่า ข้าเก่ง ข้าแน่ทุกคนต้องยอมรับในความคิดของข้าเป็นคนเก่งนั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดี

แต่แค่เก่งมันยังดีไม่พอต้องรู้จักวางตัวด้วย ชีวิตคน บางที ต้องเลี้ยวบ้าง อ้อมบ้าง

จะตรงไปข้างหน้าตลอดมันก็ไม่ได้โบราณว่า… ขุนเขาตั้งอยู่ไม่เปลี่ยน ก็ให้เปลี่ยนเส้นทาง เส้นทางไม่เปลี่ยนแปลงตามนักเดินทาง

นักเดินทางต้องรู้จักเลือกเดินเองขอแค่เป็นทางอันถูกควร อ้อมบ้างก็ไม่เห็นเสียหายอะไรน้ำสามารถไหลไปรวมกันจนเป็นมหาสมุทรได้ก็

เพราะสามารถหลบหลีกอุปสรรครู้จักลดเลี้ยวรู้จัก อ่อน แข็ง ตามสถาณะการณ์คนเก่งจะกลายเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ได้

บางครั้งก็ต้องรู้จักทำตัวให้เหมือนน้ำอย่าคิดว่าตัวเองเก่งแล้วเที่ยวไปตัดสินคนนั้นคนนี้ ยิ่งสูงเท่าไรยิ่งต้องโน้มตัวลงให้ติดพื้นเท่านั้นทุกคนล้วนมีศักดิ์ศรีเหมือนกัน

มีความเป็นคนเท่าเทียมกัน ไม่ว่าเก่งแค่ไหนก็อย่าได้ไปเที่ยว ดูถูก ใคร“เลิก” เสีย แล้วเชื่อว่าคุณจะสร้างโอกาสไปสู่ชีวิตที่ดีได้อีกมากโขทีเดียวล่ะครับ

1. เลิกคิดว่าคนอื่นไม่เข้าใจตัวเอง / ไม่มีใครเป็นแบบฉัน

เอาจริงๆ มันก็ไม่มีใครที่จะมีประสบการณ์แบบเรา 100% เพราะแต่ละคนก็ล้วนมีปัจจัยที่แตกต่างกันไปแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะเข้าใจและเข้าถึงตัวเราไม่ได้

การไปตราหน้าเขาว่าไม่เข้าใจ ไม่รู้จักตัวเรามันก็กลายเป็นการสร้างอคติให้ตัวเราเองจนไม่สามารถฟังความเห็นหรือมุมมองจากคนอื่นในประสบการณ์ของผมนั้น

คนเก่งๆ และคนที่สามารถสร้างทางชีวิตไปสู่สิ่งดีๆ นั้นคือคนที่เปิดรับมุมมองจากคนอื่นเพื่อทำให้ตัวเอง “เห็นรอบ” มากขึ้น

ก่อนจะสามารถเลือกเดินได้อย่างดี ทั้งนี้เพราะพวกเขาจะเห็นอะไรมากกว่าที่เขามองด้วยตัวเองเพียงคนเดียวแม้ว่าใครๆ ก็อาจจะไม่ได้เข้าใจคุณ 100%

แต่บางอย่างจากประสบการณ์ของพวกเขาก็อาจจะเคยผ่านอะไรที่คล้ายๆ กัน เทียบเคียงกันได้

บ้างก็อาจจะเคยเจออะไรที่หนักกว่าเราเสียด้วยซ้ำมันเลยน่าจะเป็นเรื่องดีที่ลองฟังเรื่องราวและมุมมองจากเขาแล้วเอามาประกอบการวิเคราะห์ของเราเอง (แทนที่จะปิดกั้นตั้งแต่ยังไม่ทันรู้)

นอกจากนี้แล้ว สิ่งสำคัญที่ทำให้เราโตขึ้นคือการได้สะสมประสบการณ์ต่างๆ

ซึ่งการเรียนรู้จากประสบการณ์คนอื่นๆ ย่อมดีกว่าการที่เราสนใจแต่ประสบการณ์ของตัวเราเองคนเดียวนั่นแหละ

2. เลิกเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล

ฟังคนอื่นมั่ง – คือสิ่งที่ผมมักบอกหลายๆ คนที่มักเอาความคิดตัวเองเป็นที่ตั้ง ประเภทชั้นทำอะไรถูกเสมอ

ชั้นมีเหตุผลของชั้นและเหตุผลของชั้นนั้นเพียงพอสำหรับทุกๆ อย่าง และพอมากๆเข้าก็กลายเป็นว่าทุกอย่างในชีวิตต้องเป็นไปตามที่ตัวเองคิด

สิ่งที่คนอื่นพูดมานั้นหากไม่ใช่การยอมรับหรือเห็นด้วยก็จะมองว่าไม่เข้าข้าง คิดผิด และปฏิเสธความคิดเหล่านั้นไปเสียหมดที่หนักๆ คือหลายๆ คนได้เจอคนดีๆ เข้ามาตักเตือนก็ไม่ฟัง

หาว่าคนเหล่านั้นไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่ตัวเอง ฯลฯผมมักพูดเสมอว่ามันมีเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างความเชื่อมั่นในตัวเองกับการหลงตัวเอง

ซึ่งถ้าเราตั้งสติและแยกแยะไม่ดีแล้วเราจะข้ามเส้นไปสู่การทนงและเต็มไปด้วย Ego ชนิดที่ไม่ยอมรับเหตุผลอื่นๆ

ซึ่งอาจจะถูกหรือดีกว่าที่เราคิดด้วยซ้ำนอกจากนี้แล้ว ชีวิตของเรายังมีคนมากมายที่อาจจะเก่งกว่าเรา รู้มากกว่าเรา มีประสบการณ์มากกว่าเรา

มีวิสัยทัศน์มากกว่าเราซึ่งคนเหล่านี้ในมุมหนึ่งเหมือนครู / เทวดาของเราที่ช่วยเตือนหรือแนะนำทางที่ใช่ให้กับเรา

แน่นอนว่าคำแนะนำบางอย่างอาจจะขัดใจหรือไม่ตรงกับที่เราคิด แต่ก็นั่นแหละที่คำแนะนำเหล่านั้นหลายๆครั้งทำให้เราเปลี่ยนวิธีคิดไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้

ชีวิตผมเองก็ได้คนเหล่านี้ช่วยแนะนำและขัดเกลาตัวผมมาตลอดลองดูสิครับ ลองเปิดใจฟังคำแนะนำ คำตักเตือนของคนที่คนมองว่าน่าเชื่อถือ และปรารถนาดีกับคุณ

อย่าฟังแต่เฉพาะเสียงที่เยินยอ สรรเสริญคุณหรือปลอบแบบเห็นอกเห็นใจคุณโดยไม่สนผิดถูก (ซึ่งเอาจริงๆ เสียงเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวและพึงระวังเสียอีกต่างหาก)

เพราะนั่นอาจจะเป็นการสร้างกะลามาครอบตัวคุณโดยไม่รู้ตัว

3. เลิกเอาตัวเองไปตาม / เทียบกับคนอื่น

หนึ่งในความทุกข์มาตรฐานของคนแบบเราๆ คือการที่พบว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่น ตัวผมเองก็เคยตกอยู่ในภาวะแบบเดียวกันเมื่อผม พยายาม เอาชีวิตตัวเองไปเทียบกับคนรอบข้าง

ทั้งที่จริงๆ แล้วการเทียบแบบนี้มีแต่จะทำให้เรากดดัน รู้สึก แ ย่เพราะท้ายที่สุดเราก็จะ พยายาม มองไปว่าเราด้อยกว่าเขาเรื่องนั้นเรื่องนี้ (หรือถ้าใครดีกว่าก็กลายเป็นว่าดูถูกคนอื่นเสียอีก)

นั่นยังไม่นับกับการพยายาม เดินตามคนอื่นๆ จนหลายๆ คนก็ลืมตัวตนของตัวเองไปเลยสำหรับผมนั้น

สิ่งที่ดีคือ การที่เราหาคุณค่าในแบบตัวเราเองแล้วขัดเกลามันให้ดีในแบบที่เราเป็น ไม่ต้องไปเทียบว่าคนอื่นเป็นอย่างไรเราต้องไม่ลืมว่าคนอื่นๆ นั้นมีปัจจัยที่ต่างจากเรา

ไม่ว่าจะพื้นฐานครอบครัว ประสบการณ์ ฯลฯ ซึ่งมันไม่แฟร์เลยที่เราจะพยายาม เอาตัวเราไปเทียบกับเขาเพียงเพื่อจะเอาชนะ (และสุดท้ายก็แพ้อยู่ดี)

4. เลิกดูถูกตัวเอง

สิ่งสำคัญที่ผมมักให้คำแนะนำกับหลายๆ คนที่มาปรึกษาผมหรือผมไปปลอบเขาในวันที่รู้สึก แย่ ๆ คือ

การบอกว่าอย่าดูถูกตัวเองหรือรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า เพราะนั่นจะทำให้เราปิดตัวเองอย่างรวดเร็วและนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า ไร้ความมุ่งมั่น และยอมแพ้กับชีวิตเอาได้ง่ายๆ

ผมเองก็เคยผ่านชีวิตช่วงที่คิดแบบนี้มาก่อน ผมบอกได้เลยว่ามันไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีเลยแม้แต่น้อย มันมีแต่ทำให้เรารู้สึกว่าทุกๆ

อย่างคงไม่มีอะไรดีตราบใดที่ยังเป็นตัวเราทั้งที่จริงๆ แล้วตัวเราเองก็มีค่าสำหรับหลายๆ คน และยังสามารถทำอะไรได้อีกมากมาย

เพียงแต่เราไปตีตรามันเพราะความผิดพลาดบางอย่างที่ได้เกิดขึ้นไปแล้วต่อให้ที่ผ่านมาเราจะผิดพลาดอะไรไป

มันอาจจะไม่ได้ดั่งใจ มันอาจจะไม่สวยงาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าวันพรุ่งนี้มันจะ แย่

แบบนั้นตลอดไปมันอยู่ที่เราจะเริ่มเปลี่ยนแปลงและทำให้มันดีขึ้นไหม คนจำนวนมากผิดพลาดอยู่ไม่น้อย

ลองผิดลองถูกก็เยอะแต่เพราะการ พยายาม ที่จะไปสู่สิ่งที่ดีกว่ามันค่อยๆ เปลี่ยนชีวิตของพวกเขาทีละเล็กทีละน้อย

ซึ่งนั่นต่างจากการเอาแต่คิดว่าอะไรๆ ก็ แย่ และไม่ทำอะไรให้ดีขึ้นมาเลย

5. เลิกคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว แน่แล้ว เจ๋งแล้ว

การที่ชีวิตเราจะดีขึ้นได้ มันก็ต้องเกิดจาการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่างในชีวิตของเรา หนึ่งในนั้นคือทักษะความสามารถและทัศนคติต่างๆ

ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้หากเราเอาแต่คิดว่าเราเก่งแล้ว ดีแล้ว ไม่ต้องพัฒนาแล้วเป็นแน่จากประสบการณ์ของผมนั้น

การเปลี่ยนทัศนคติ การเพิ่มทักษะและความสามารถตัวเองแม้ว่าจะไม่ได้เยอะมากแต่ก็สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตพอสมควรเช่นถ้าเราคิดว่าเรายังรู้ไม่พอ

ยังอยากรู้ เพิ่มเติม เราก็จะเริ่มใช้เวลากับการหาความรู้ใส่ตัวมากขึ้น แม้จะไม่เยอะมากแต่มันก็ค่อยๆสะสมไปเรื่อยก่อนที่เราจะพบว่าเรามาไกลจากจุดเดิมพอสมควร

ซึ่งนั่นจะไม่มีวันเกิดขึ้นเลยถ้าเราคิดว่า “พอแล้ว”การทำตัวน้ำเต็มแก้วเป็นสิ่งที่เราถูกเตือนมาตั้งแต่เด็ก

เป็นแง่คิดที่เราถูกปลูกฝังมาแต่ไหนแต่ไร อย่างไรก็ตามมันก็ดูจะถูกลืมโดยเฉพาะเมื่อเราโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ยิ่งถ้าประสบความสำเร็จ ก้าวหน้า ได้รับตำแหน่งใหญ่ๆ โตๆ แล้ว

ความสำเร็จเหล่านี้กลายเป็นภาพที่ทำให้เราหลงไปว่าเราเก่งแล้ว มาไกลเพียงพอแล้วซึ่งในไม่ช้ามันก็จะกลายเป็นกับดักให้ตัวเราหลุดออกจากเส้นทางการพัฒนาตัวเองนั่นแหละ

ฉะนั้นแล้วลองปรับความคิดดูว่าเรายังไปได้อีก ยังเก่งได้อีก ยังรู้ได้มากขึ้นอีก แล้วหาทางที่จะไป “ได้อีก”

ดูสิครับแล้วคุณจะเริ่มเห็นว่าชีวิตของเราเปลี่ยนวิธีคิด และวิธีมองโลกรอบๆ ตัวเราพอสมควรเลยทีเดียว

Related Posts